Voltaire (วอลแตร์)

วอลแตร์ (Voltaire, ค.ศ. 1694-1778)

ประวัติ

 ฟร็องซัว-มารี อารูเอ (ฝรั่งเศส: François-Marie Arouet) หรือเป็นที่รู้จักกันในนามปากกาว่า วอลแตร์ (ฝรั่งเศส: Voltaire)  เป็นปราชญ์, นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ในยุคเรืองปัญญาของฝรั่งเศส เขาเป็นผู้โจมตีการจัดตั้งศาสนจักรคาทอลิกในฝรั่งเศส และยังสนับสนุนเสรีภาพทางศาสนา, เสรีภาพในการพูด และยังผลักดันให้มีการแบ่งแยกศาสนจักรออกจากรัฐวอลแตร์ เป็นนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวฝรั่งเศส ผลงานที่สร้างชื่อให้วอลแตร์นั้นคือ จดหมายปรัชญา  (Les Lettres philosophiques หรือ Lettres anglaises) เนื้อหาเล่าถึงสังคมอังกฤษที่เต็มไปด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา ความสมดุลของอำนาจทางการเมือง สภาพปลอดอภิสิทธิในที่ดิน ความเสมอภาคในการเสียภาษี ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนตรงกันข้ามกับสภาวะที่เป็นอยู่ในฝรั่งเศสขณะนั้น โดยที่วอลแตร์ได้สอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบประชาชนของระบอบศักดินาเอาไว้บางตอนว่า เจ้าและพระเป็นคนส่วนน้อยแต่เป็นผู้ชุบมือเปิบ สามัญชนอันเป็นคนจำนวนมากที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด แต่ไร้เกียรติ  เป็นต้น เขาชักชวนให้ประชาชนใช้หลักเหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยนั้น วอลแตร์จึงเป็นนักปรัชญาอีกผู้หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก จากแนวคิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิของพลเมืองและการปฏิวัติตามมาในปี ค.ศ. 1789วอลแตร์เสียชีวิตไปในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1778 ก่อนการปฏิวัติใหญ่เพียง 1 ปี ขณะที่มีอายุได้ 84 ปี อัฐิของเขาถูกนำไปบรรจุที่มหาวิหาร Panthéon (สถานที่แห่งเดียวกันกับสถานที่เก็บศพของ Jean Jacques Rousseau) ในฐานะผู้ที่ประกอบคุณอนันต์ให้แก่ประเทศฝรั่งเศส

นอกจากการปฏิวัติกรรมกรในรัสเซียและการปฏิวัติชาวนาในจีนแล้ว ผู้คนมักจะย้อนกล่าวถึงการปฏิวัติก่อนหน้านั้น ซึ่งโด่งดังระดับโลกและสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ไม่ยอมดำรงชีวิตแบบสวะลอยน้ำได้มาก นั่นคือการปฏิวัติในฝรั่งเศส และนักคิดนักเขียนที่คู่มากับการปฏิวัติในครั้งนั้นก็คือ ฟรังซัวร์-มารี อาคัวร์ ที่ผู้คนรู้จักกันในนามแฝงหรือนามปากกาของเขา-วอลแตร์
วอลแตร์คือคนระดับเดียวกับมองเตสกิเออ จัง-จาคส์ รุสโซ จอห์น ล็อค หรือโธมัส ฮอบส์ ที่เราจะทยอยทำความรู้จักกันไป
วอลแตร์ไม่ใช่คนนอกของสังคมฝรั่งเศสในยุคก่อนเจ้าล่มสลาย แต่เป็นเนื้อในของระบอบเจ้าเช่นกัน ครอบครัวของเขามีพ่อเป็นนักกฎหมายใหญ่ และเป็นนักกฎหมายชนิดที่ยอมรับความอยุติธรรมในขณะนั้นอย่างหน้าชื่นตาบาน เรียกได้อีกอย่างว่าเป็นไพร่ที่ติดสันดานไพร่จนคุ้นชิน ใครจะมาปลดแอกปลดโซ่ตรวนก็เอะอะว่าเขามาสร้างปัญหาให้ จึงเป็นไพร่ที่กอดตีนเจ้าไว้อย่างแน่นหนา และเรียกสภาพอันน่าอเนจอนาถนั้นว่าความมั่นคง แต่วอลแตร์แตกต่างจากพ่อ พ่อส่งไปเรียนกฎหมายที่กรุงปารีส แกก็แอบเขียนหนังสือทั้งวันทั้งคืนและหลอกพ่อว่ากำลังศึกษาวิชากฎหมาย วันหนึ่งพ่อจับได้ โกรธจนไม่รู้ว่าพูดอย่างไร ได้แต่ส่งตัวไปเรียนกฎหมายในเขตชนบทห่างไกลอารยธรรม แกก็ยังอุตส่าห์ไปหลังขดหลังแข็งเขียนหนังสืออยู่ที่นั่น
พ่อรู้เข้าอีกก็โกรธอีก คราวนี้ใช้เส้นสายส่งตัวไปเป็นเลขานุการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำเนเธอร์แลนด์ ทุกอย่างทำท่าว่าจะเข้าที่ วอลแตร์นักฝันก็ไปตกหลุมรักสาวสวยชาวฝรั่งเศสที่ย้ายไปพำนักอยู่ที่นั่น จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว พ่อก็เลยสั่งให้เลิกกันและคุมตัวกลับมาอยู่ในฝรั่งเศสเหมือนเดิม แต่พ่อก็ราข้อไปมาก เริ่มยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่าแรงผลักดันในตัวลูกชายในอาชีพนักเขียนมันรุนแรงจนเกินกำลังของตน วอลแตร์ก็เลยก้มหน้าก้มตาผลิตงานเขียนและเขียนมันทุกแนวอย่างขยันขันแข็งเหลือที่จะกล่าว ตลอดชีวิตเขาเขียนหนังสือที่ได้รับการพิมพ์ถึง 2,000  เล่ม จดหมายที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการปฏิวัติและปฏิรูปสังคมอีกกว่า 2,000 ฉบับ ยังไม่นับรวมงานย่อยๆ ในรูปแผ่นพับใบปลิวอีกมากมายจนเหลือจะคณานับ เรียกว่าเป็นงานเขียนตลอดชีวิตของเขา ไม่ว่าจะยากดีมีจน อยู่สบายๆ ที่บ้านหรือถูกจองจำ หรือแม้ถูกเนรเทศไปจากฝรั่งเศส เขาก็ไม่เคยหยุดเขียนหนังสือ
งานของวอลแตร์ไม่ใช่การสื่อสารการเมืองทั้งหมด หรือไม่ใช่โดยตรงเสมอไป บางครั้งซ่อนไว้ในรูปงานวิพากษ์สังคมและแม้กระทั่งข้อเขียนเชิงวิทยาศาสตร์ เขาใช้ทักษะอย่างสูงในการอธิบายแนวคิดยุ่งยากสำหรับมนุษย์ทั่วไปให้กลายเป็นเรื่องที่ย่อยง่าย ใกล้ตัว และบางครั้งก็สนุกสนานรื่นเริงด้วย งานเขียนบางเรื่องของวอลแตร์จึงออกมาเป็นนวนิยาย บทละคร บทกวี และอื่นๆ สุดแต่ว่ากลวิธีใดจะเหมาะสมแก่การสื่อสารในเรื่องนั้นๆ หรือในห้วงอารมณ์นั้นๆ ของคนเขียน
งานเขียนเหล่านี้แหละที่กลายมาเป็นเชื้อเพลิงแห่งการปฏิวัติ ขบวนการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งนั้นโชคดีตรงที่ว่า ชนชั้นปกครองที่ประกอบด้วยเจ้า ศักดินา และอำมาตย์ก็เลวเสียจริงๆ เสวยสุขกันอย่างหน้าด้านท่ามกลางความลำบากเดือดร้อนของชาวฝรั่งเศส วิถีชีวิตอันหรูหราของคนชั้นบนไม่ได้ถูกซ่อนเร้นอย่างแนบเนียนเหมือนในบางสังคมเลย หรือแม้แต่ความพยายามจะซ่อนเร้นก็ไม่มี ว่าไปแล้วก็ต้องชี้ว่าความประพฤติของชนชั้นนำในฝรั่งเศสยุคนั้นกลายเป็นบทเรียนของเจ้า ศักดินา และอำมาตย์ยุคหลังๆ ความซับซ้อนของสังคมมีมากขึ้น เผด็จการซ่อนรูปขึ้น การปฏิวัติก็ยากลำบากขึ้น
แนวคิดใหญ่ของวอลแตร์ตั้งอยู่บนฐานของเสรีภาพพลเมือง (civil liberties) เขาถือว่าคนเกิดมาอย่างเสรีและมีเสรีภาพเป็นอาภรณ์ประดับตัว รัฐหรือรัฐบาลที่มีอำนาจควบคุมมนุษย์และสังคมเกิดขึ้นในภายหลัง กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ในการจัดระเบียบสังคมก็มาทีหลัง แม้กระทั่งสิทธิของพระ(คริสต์) ในการชี้นำความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนาก็มาทีหลัง งานเขียนของวอลแตร์จึงเน้นเสรีภาพอันสมบูรณ์ทั้งในทางการเมือง สังคม และศาสนา ต่อมาเพิ่มเสรีภาพทางเศรษฐกิจเข้าไปด้วย สรุปว่าเขาไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ในเรื่องเสรีภาพเลย
เรื่องนี้สำคัญนัก เพราะพวกเราบางคนเรียกร้องให้มีเสรีภาพอันสมบูรณ์ในทางการเมือง แต่เราลืมเสรีภาพในรูปแบบอื่นๆ อย่างเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เราก็เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยแนวคิดที่แคบเกินไป แถมบางครั้งยังเรียกร้องประชาธิปไตยแต่กลับใช้วิถีของเผด็จการในองค์กรหรือวงศ์วานของตนเอง เหมือนไล่ทรราชเดิมด้วยการสถาปนาระบอบทรราชใหม่ จนมวลชนต้องออกมาขับไล่กันอีกอย่างไม่รู้จบ
วอลแตร์มีชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ เพราะพื้นฐานจิตใจที่เป็นกบฏทางสังคม และท้าดวลกับศัตรูที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองมาก เมื่อเขาเขียนหนังสือโจมตีพฤติกรรมของศักดินาหนุ่มรายหนึ่งคือ เชอร์วาลิเย่ เดอ โคฮัน เขาก็โดนลงโทษอย่างหนักโดยพระบรมราชโองการโดยตรงจากกษัตริย์หลุยส์ที่ 15 ส่งตัวไปยังคุกบาสติลล์โดยไม่ต้องไต่สวนมูลความใดๆ ทั้งนั้น ต่อมาถูกเนรเทศออกไปอยู่อังกฤษหลายปีอย่างไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน เพราะศักดินาและอำมาตย์สมัยนั้นสั่งกษัตริย์ได้ด้วยเงิน ด้วยเงินที่หนาพอก็อาจ “ซื้อ” พระบรมราชโองการเพื่อเล่นงานศัตรูของตัวเองได้เสมอ อย่างกรณีโคฮันเล่นงานวอลแตร์นี่เอง
ซึ่งก็นับเป็นเคราะห์ดี เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา วอลแตร์ก็มั่นคงตลอดชีวิตในแนวความคิดปฏิวัติการเมืองและปฏิรูปสังคม และใช้ปลายปากกาตนเองเพื่อการนี้อย่างไม่ไหวหวั่น เขาได้อะไรดีๆ มามากระหว่างถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะอังกฤษ อย่างการค้นพบ วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ ก่อนที่คนส่วนใหญ่ในยุโรปจะรู้จักและตระหนักในความยิ่งใหญ่ และลอกเลียนกลวิธีของเช็คสเปียร์ในการสื่อสารกับสังคมด้วยความบันเทิงเริงรมย์แต่แทรกปรัชญาที่ลึกซึ้งและมีอิทธิพลสูง
แต่ความรู้ที่สำคัญที่สุดคืออังกฤษในขณะนั้นมีระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญหรือ Constitutional Monarchy แล้ว ในขณะที่ฝรั่งเศสยังงมโข่งอยู่กับระบอบกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดและชักใยมันทุกอย่างที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราช จนความชั่วร้ายของระบอบเผด็จการแอบอ้างอำนาจเทวดาหรือเทวสิทธิ์มันแสดงตัวออกมาชัดเจนและกลายเป็นเงื่อนไขแห่งความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ตามมา
น่าสังเกตว่าชีวิตของวอลแตร์มีปัญหากับผู้มีอำนาจรัฐเฉพาะในช่วงแรกที่ติดคุกและถูกเนรเทศเท่านั้น ช่วงหลังของชีวิตเขาพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้มีปัญหาใดๆ กับทางการ ชีวิตของเขากับภรรยาใหม่ ซึ่งเป็นปัญญาชนคู่เคียงกับสามีและสะสมหนังสือในครอบครองถึง 21,000 เล่ม มากมายเหลือหลายในมาตรฐานของยุคนั้น เป็นชีวิตของวิชาการและการศึกษาโดยแท้ ทั้งสองคนศึกษาร่วมกันทุกขั้นตอน แม้กระทั่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทำให้วอลแตร์มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเข้าหูเข้าตากษัตริย์และคนสำคัญในยุคนั้น จนได้รับเชิญเข้าวังอยู่บ่อยครั้ง ทำท่าจะกลายเป็นอำมาตย์เอา
จุดเปลี่ยน (อีกครั้ง) ของวอลแตร์เกิดจากความอยุติธรรมของระบอบการปกครองในยุคนั้น โดยเฉพาะใน “ตุลาการภิวัตน์” เขาติดตามคดีความบางเรื่องด้วยความสนใจใคร่ครวญ ในที่สุดก็ตัดสินใจกระโดดเข้าช่วยในบางคดี บทบาทของเขาในฐานะผู้รู้และปราชญ์ทางสังคมทำให้เขาทำงานนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้หลายคดีเกิดการยกเลิกหรือกลับคำพิพากษา จนเป็นที่เขม่นของกษัตริย์กับเครือข่ายของกษัตริย์ในยุคนั้น
เราขยายความในส่วนนี้กันสักนิด น่าสนใจที่วอลแตร์มีชื่อเสียง 2 ระยะ ได้แก่ วอลแตร์นักเขียน และ วอลแตร์นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (ซึ่งเป็นคำที่มาในภายหลังสมัยของเขา) ในระยะที่สองนี่เองที่ชีวิตของเขาสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความไม่ยุติธรรมในสังคมหรือกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม เป็นเงื่อนไขหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงถอนรากถอนโคนอย่างที่เรียกว่าปฏิวัติได้ ก่อนหน้านี้ระบบชนชั้นก็เกิดขึ้นมานานและเป็นที่ยอมรับ เหล่าไพร่ก็กระสันจะเป็นชนชั้นนำ ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์และสถานภาพที่หยิบยื่นให้โดยคนข้างบน จนไม่เห็นว่าเป็นปัญหาหรืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ฐานะทางเศรษฐกิจที่ลักลั่นก็ดูเหมือนจะรู้สึกเฉยเมยกัน ไม่เห็นเป็นเหตุให้ต้องต่อสู้แย่งชิงอะไร เหมือนจะชี้ว่าความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เป็นเงื่อนไขที่รุนแรงเพียงพอต่อการปฏิวัติ หรือแรงพอแต่ต้องใช้เวลานานเกินไปที่จะมองเห็น ทั้งหมดนี้จะแพ้เงื่อนไขสำคัญที่นำวอลแตร์ไปจุดไฟการปฏิวัติในฝรั่งเศส นั่นคือความอยุติธรรมทางกฎหมาย พูดง่ายๆ ว่าตุลาการภิวัตน์นี่แหละ ทำให้มวลชนเกิดความเร่าร้อน โกรธเคือง และไม่อยากรักษาสถานภาพเดิม (status quo)
วรรณกรรมวอลแตร์ที่ชื่อ “Candid of the Optimist” หรือเรียกกันแพร่หลายว่า “Candide” ใครจะเริ่มอ่านวอลแตร์ก็ขอแนะนำเล่มนี้ เพราะวอลแตร์เขียนชิ้นนี้ออกมาตอบโต้งานของลิปนิตส์ที่ว่าด้วยการมองโลกในแง่ดี เขาโต้ว่าการมองโลกในแง่ดีเกินไปเพาะสันดานตั้งรับในหมู่มนุษย์ (passivity) และไม่เร่งเร้าให้เกิดการปฏิรูปทางสังคมในเชิงรุก วอลแตร์เรียบเรียงเล่มออกมาได้อย่างหมดจดงดงามขนาดทำให้ผู้อ่านรู้สึกละอายที่จะนั่งเป็นเบื้อหรือเฉยเมย ทั้งที่บ้านเมืองและสังคมใกล้จะล่มสลาย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่คนไทยอีกส่วนหนึ่งน่าจะรู้สึกรู้สมอย่างนี้บ้าง งานของวอลแตร์เล่มนี้มีคุณค่าตรงที่ทำให้ไม่เสียชาติเกิด
บางท่านอาจจะไม่รู้ว่า วอลแตร์เคยเขียนชมสยามประเทศไว้ไม่น้อย คู่ไปกับจีนและญี่ปุ่น โดยระบุว่าเป็นสามสังคมนอกยุโรปที่มี “อารยธรรม” แต่กลับเล่นงานคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนาและบรรพบุรุษของศาสนายิวอย่างหนัก ทำให้เขาสร้างศัตรูมากพอๆ กับสาวกและผู้ที่รับเชื่อทางปัญญาจากเขา
“วอลแตร์” ซึ่งไม่ใช่นามจริง แต่เป็นนามปากกาหนึ่งในร้อยกว่าชื่อของเขา (148 นามปากกา ตามบันทึกของวิกิพีเดีย) จึงเป็นผู้ที่เผยแพร่แนวคิดปฏิวัติด้วยการย้ำถึงสิทธิและเสรีภาพพลเมืองที่แตกออกเป็นเสรีภาพในหลายด้าน และเผยแพร่ในขณะที่ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองที่ขาดความก้าวหน้าและล้าหลังแบบเผด็จการยุคเก่า แสดงว่าชนชั้นกลางและชนชั้นนำในทุกสังคมมีโอกาสร่วมปฏิวัติสังคมได้เหมือนกันถ้าต้องการ อย่างวอลแตร์นี่เอง.

โพสต์ไว้ที่: Europe

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *