มาลาลา ยูซาฟไซ

เด็กสาวปากีสถานวัย 15 ปีที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางการศึกษาจากกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงฏอลิบาน จนนิตยสารไทม์ได้จัดให้เธอเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เธอเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อการศึกษาของสตรี

 มาลาลา ยูซาฟไซ เป็นคนเข้มแข็งและกล้าหาญ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาท่ามกลางความรุนแรงภายในประเทศ มาลาลาได้ถูกมือปืนฏอลิบาน (Taliban) ยิงศรีษะจนเกือบเสียชีวิต แต่เธอก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความหวังที่ว่าจะให้เด็กหญิงทั่วโลกได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

            มาลาลา เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ณ เมืองมินโกรา (Mingora) เขตสวัด (Swat) จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา (Khyber Pakhtunkhwa) พ่อของเธอนายไซอุดดิน (Ziauddin) เป็นเจ้าของโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ในช่วงต้นปี 2550 อิทธิพลของกลุ่มนักรบติดอาวุธหัวรุนแรงฏอลิบานได้ขยายเติบโตขึ้น มัวลานา ฟาสลูลลาห์ (Maulana Fazlullah) ผู้นำกลุ่มฏอลิบานอาศัยผลประโยชน์จากช่วงเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาทำการรวมอำนาจในเขตสวัด การสอนกฎหมายศาสนาอิสลามผ่านทางวิทยุกระจายเสียง FM ของนายมัวลานานั้นป็นที่แพร่หลายอย่างมากในช่วงเวลานั้น

            ในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 พื้นที่เขตสวัดก็กลายเป็นแหล่งก่อการร้าย ฏอลิบานเริ่มรณรงค์ล้มล้างสถาบันของรัฐ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือโรงเรียนสตรีโดยอ้างว่าเป็นการขัดต่อการสอนของศาสนาอิสลามที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ โรงเรียนสตรีไม่ต่ำกว่าร้อยโรงเรียนได้ถูกเผาทำลายพร้อมกับการข่มขู่ทั้งนักเรียนและครู แต่ทว่าโรงเรียนที่มาลาลาศึกษาอยู่ยังคงทำการเปิดการเรียนการสอนอยู่ถึงแม้จะถูกข่มขู่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม

 เมื่อมาลาลาอายุได้ 11 ปี(กันยายน 2551) เธอได้ปรากฏสู่สาธารณะครั้งแรก โดยนายไซอุดดิน ได้พาลูกสาวไปเข้าร่วมงานชุมนุมที่อำเภอเมือง เปชวาร์ (Peshawar) เพื่อร่วมต่อต้านการโจมตีโรงเรียนสตรีของฏอลิบาน มาลาลาได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “ฏอลิบานอาจหาญอย่างไรในการระงับสิทธิขั้นพื้นฐานทางการศึกษาของฉัน” (How Dare the Taliban Take Away My Basic Right to an Education) ซึ่งในการกล่าวต่อหน้าผู้ชุมนุมนี้เธอได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอย่างดี   

              มาลาลาเริ่มมีชื่อเสียงผ่านบล๊อคที่เธอเขียนให้แก่ BBC โดยใช้นามแฝงที่ชื่อว่า “กุล มาไค (GulMakai)” เธอเริ่มลงข้อความตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ถูกฏอลิบานควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของสตรี เช่น ห้ามผู้หญิงแต่งกายสีฉูดฉาด ห้ามผู้หญิงเดินตลาด และห้ามนักเรียนหญิงไปโรงเรียน เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกเมื่อได้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ที่ต่อต้านฏอลิบาน ซึ่งมีผู้ฟังมากถึง 25 ล้านคน

            ในเดือน พ.ค. 2552 นิตยสารนิวยอร์คไทม์ (New York Times) ได้ถ่ายสารคดีเกี่ยวกับเธอ โดยได้ถ่ายทำจริงในระหว่างที่กองทัพปากีสถานได้เข้าทำการสู้รบในสงครามครั้งที่สองแห่งสวัด (Second Battle of Swat) ซึ่งทำให้มาลาลาเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น มาลาลากับชาวปากีสถานนับล้านได้หลบหนีออกจากหุบเขาสวัด จากเหตุความวุ่นวายในครั้งนี้ ทำให้มาลาลาและครอบครัวแยกจากกัน การต่อสู้ดำเนินไปในที่แห่งนี้นานหลายเดือน จนถึงเดือนสิงหาคม พวกเขาได้กลับมาที่สวัดอีกครั้งเมื่อกองทัพทหารปากีสถานได้ประกาศว่าเขตสวัดอยู่ในความสงบแล้ว ในตอนนั้นเองพ่อของมาลาลาได้เปิดเผยว่ามาลาลานั้นเองที่เป็นคนเขียนบล็อคให้แก่ BBC ส่งผลให้พวกฏอลิบานมุ่งเป้าคุกคามคนในครอบครัวเธอตั้งแต่นั้นมา

            หลังสงครามสงบ มาลาลาได้ทำหน้าที่เป็นประธานของสภาเด็กแห่งเขตสวัด (District Child Assembly Swat) เพื่อเรียกร้องให้มีอิสรภาพทางการศึกษาทั้งในปากีสถานและในเวทีโลก จนเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555มาลาลา ยูซาฟไซถูกลอบยิงจากมือปืนฏอลิบานขณะเธอนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน โดยมีมือปืนสวมหน้ากากได้หยุดรถโรงเรียนของมาลาลา มีผู้บาดเจ็บจากการลอบยิงครั้งนี้ 3 คน ส่วนมาลาลาโดนกระสุนสองนัด นัดหนึ่งที่ศีรษะ และอีกนัดหนึ่งที่ต้นลำคอ ทำให้เธออยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสอยู่หลายวันจนเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 กลุ่มผู้นำศาสนา 50 คนในปากีสถานได้ออกแถลงการณ์ฟัตวา (fatwa) แสดงความไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ลอบยิงครั้งนี้ แต่ได้รับตอบกลับจากพวกฏอลิบานว่าพวกเขาตั้งใจจะฆ่ามาลาลาและบิดาของเธอให้ได้จริงๆ จนเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมเธอได้ถูกย้ายไปรักษาตัว ที่ประเทศอังกฤษ

ด้วยความมุ่งมั่นของมาลาลา ทำให้นายกอร์ดอน บราวน์ (Gordon Brown) อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นทูตพิเศษสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการศึกษาของโลก ได้รณรงค์ส่งเสริมการศึกษาเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอในหัวข้อที่ชื่อว่า  “I am Malala” โดยส่งเสริมการศึกษาในประเทศปากีสถานด้วยกองทุนสากลและเป็นการริเริ่มโครงการภายในประเทศอีกด้วย นายบราวน์ชี้ให้เห็นว่ามี 32 ล้านคนทั่วโลกที่เป็นนักเรียนหญิงที่ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งนักเรียนหญิงเหล่านี้อยู่ในประเทศปากีสถานถึงร้อยละ 10 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน บราวน์ประกาศให้ความช่วยเหลือโดยร่วมมือวางแผนกับรัฐบาลปากีสถาน องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรสากลอื่นๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาทั้งหมดภายในปี 2558 และเพื่อเป็นการยกย่องแก่มาลาลา รวมทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ บันคีมุน (Ban Ki-Moon) ได้ประกาศว่า วันที่ 12 กรกฎาคมของทุกปี จะจัดให้เป็นวันฉลองมาลาลา (Malala Day)

            นอกจากนี้องค์กร Vital Voices Global Partnershipซึ่งก่อตั้งโดยนาง Hilary Clinton ได้จัดตั้งกองทุนมาลาลาขึ้น เพื่อให้เงินช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่นักเรียนหญิงตามวิสัยทัศน์ของมาลาลา โดยเป้าหมายแรกของเธอคือให้การศึกษาแก่เด็กหญิง 40 คนในเขตบ้านเกิดของเธออย่างลับๆ ในสถานศึกษาที่ปลอดภัย ด้วยจำนวนเงิน45,000 เหรียญสหรัฐฯ มาลาลายังมีเป้าหมายที่จะขยายกองทุนนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กไปทั่วโลก โดยได้กล่าวเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันบริจาคกองทุนมาลาลาโดยขยายการช่วยเหลือจาก 40 คนให้กลายเป็น 40 ล้านคน ซึ่งกองทุนก็ได้รับเงินทุนก้อนโตจากนายอาซิฟ อาลี ซาดารี (Asif Ali Zardari) ประธานาธิบดีของปากีสถานด้วยจำนวนเงิน 10,000,000 เหรียญสหรัฐฯ กองทุนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากดาราฮอลลีวูดชั้นนำอย่าง แองเจลีนา โจลี ด้วยยอดเงินบริจาค 200,000เหรียญสหรัฐฯอีกด้วย    

              จากการเรียกร้องถึงอิสรภาพในการศึกษาอย่างไม่ย้อท้อ ทำให้เธอได้รับรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ รางวัลสิทธิมนุษยชนเพื่ออิสรภาพของผู้หญิงนานาชาติ ( Simone de Beauvoir Prize, International Human Rights Prize for Women’s Freedom, 2013) และรางวัลเยาวชนเพื่อสันติภาพแห่งชาติ (National Youth Peace Prize,2011) ซึ่งมาลาลาถือเป็นคนแรกของปากีสถานที่ได้รับรางวัลนี้     

            นิตยสาร TIME ได้จัดให้มาลาลาได้รับเลือกเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอันดับสองแห่งปี 2555 รองจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา ปัจจุบัน เธอได้ออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้านพักชั่วคราวที่อังกฤษกับครอบครัวเธอ และกำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนสตรีเอดจ์บาสตัน ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เธอยังคงต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแน่นหนา สำหรับบิดาของเธอก็ได้รับงานใหม่ที่สถานทูตในสหราชอาณาจักร แต่ยังไม่สามารถเดินทางกลับไปยังปากีสถานได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

โพสต์ไว้ที่: Asia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *