จาคายา มริโช คิเควเต

นายจาคามา มริโช คิเควเต (Jakaya Mrisho Kikwete) ประธานาธิบดีคนปัจจุบันแห่งสาธารณรัฐแทนซาเนีย (Tanzania) เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2493 (ค.ศ. 1950) ปัจจุบันอายุ 63 ปี (ค.ศ. 2013) นับถือศาสนาอิสลาม สมรสกับนางซาลมา คิเควเต (Salma Kikwete) มีบุตรธิดารวมกัน 8 คน นายคิเควเตจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยดาร์เอส ซาลาม (Dar es Salaam) ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งขณะที่เขายังคงศึกษาอยู่นั้น เขาได้เป็นผู้นำนักศึกษา และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวทางด้านการเมือง ต่อจากนั้นเขาก็ได้เข้าฝึกอบรมทางด้านการทหารที่ Tanzania Military Academy (TMA) จนกระทั่งได้ยศสูงสุดเป็นพันโท และได้เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาบทบาทผู้นำทางการเมือง (Chief Political Instructor) ของแทนซาเนีย ซึ่งทำให้เขาได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะลาออกจากกองทัพ เพื่อมุ่งความสนใจไปทำงานทางด้านการเมืองแทน

ภาพ ด้านขวา นายจาคายา มริโช คิเควเต (ประธานาธิบดีคนที่ 4 และคนปัจจุบันของสาธรณรัฐแทนซาเนีย)
ด้านซ้าย นางซาลมา คิเควเต (ภริยาของนายคิเควเต)

นายคิเควเต เริ่มต้นบทบาทในแวดวงการเมือง ด้วยการเป็นสมาชิกรัฐสภาเขตบากาโมโย (Bagamoyo) ในช่วงปี ค.ศ.1988 – 1990 และเขตชาลินซ์ (Chalinze) ในปี ค.ศ.1990 – 1993 จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในหลายกระทรวงที่สำคัญของแทนซาเนีย โดยตำแหน่งสำคัญที่เขาเคยได้รับ ได้แก่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเขาอยู่ดำรงตำแหน่งนี้นานที่สุดในประวัติศาสตร์ของแทนซาเนีย เป็นเวลาถึง 10 ปี ในปี ค.ศ.1995 – 2005 ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 4 ของแทนซาเนีย ในปี ค.ศ.2005 ภายหลังจากที่ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 14 ธันวาคมของปีเดียวกัน อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากชาวแทนซาเนียให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ทั้งนี้ บทบาทของนายคิเควเต ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทวีปแอฟริกาอย่างมหาศาล ทั้งในช่วงก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของประเทศ และในขณะที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนซาเนียตั้งแต่ ปี ค.ศ.2005 เป็นต้นมา โดยขณะที่นายคิเควเตดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีเบนจามิน มกาปา (Benjamin Mgapa) แทนซาเนียมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการสร้างสันติภาพในสาธารณรัฐบุรุนดี (Burindi) และสาธารณรัฐคองโก (Democratic Republic of the Congo) ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของทั้ง 2 ประเทศ เข้าสู่ความสงบ ตลอดจนสร้างความเป็นเอกภาพในระดับภูมิภาค โดยเห็นได้ชัดจากการที่นายคิเควเตในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีแห่งประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community’s Council of Ministers) เป็นตัวกลางสำคัญในการผลักดันการรวมกลุ่มของประเทศในแถบแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะการเจรจาตกลงในประเด็นที่มีความเปราะบางสูง เช่น การก่อตั้งสหภาพศุลกากรระหว่างแทนซาเนีย เคนยา (Kenya) และยูกันดา (Uganda) เป็นต้น

ภาพ สัญลักษณ์ของสหภาพแอฟริกา (AU) และประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (SADC)

ในปี ค.ศ. 2007 ประธานาธิบดีคิเควเต ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานในประชาคมเพื่อการพัฒนาแอฟริกาตอนใต้ (Southern African Development Community – SADC) ในด้านความมั่นคงและการเมือง ซึ่งทำให้เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองในพื้นที่ทางตอนใต้ของแอฟริกาอย่างจริงจัง เช่น ในซิมบับเว (Zimbabwe) หรือเลโซโท (Lesotho) ทำให้ในเวลาต่อมา เขาได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกา (African Union-AU) ในช่วงระหว่างวันที่ 31 มกราคม ค.ศ.2008 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2009 เป็นโอกาสให้นายคิเควเต้ได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเคนยาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี บทบาทการเป็นผู้นำของนายคิเควเตก็มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองของประเทศต่างๆ (ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ) เพียงเท่านั้น ในด้านอื่นๆ เขายังเป็นผู้ผลักดันคนสำคัญในการต่อต้านโรคมาลาเรีย ด้วยการร่วมมือกับผู้นำในภูมิภาคแอฟริกาประเทศก่อตั้ง The African Leaders Malaria Alliance (ALMA) ขึ้นในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ.2009 ซึ่งปัจจุบัน (ค.ศ. 2013) เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน โดยองค์กรระหว่างรัฐบาลที่นายคิเควเตได้ริเริ่มขึ้นมานี้ มีเป้าหมายสำคัญคือ การยุติอัตราการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็นโรคระบาดร้ายแรงในภูมิภาคแอฟริกามาเป็นระยะเวลายาวนาน แตกต่างจากในอดีตที่ยังไม่มีกลไกความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบระหว่างรัฐบาล ผู้นำของประเทศแถบภูมิภาคแอฟริกาไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ หรือหัวหน้ารัฐบาลทุกประเทศได้รับการเชิญให้เข้ามาร่วมโครงการดังกล่าวภายใต้การนำของนายคิเควเต เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการหาวิธีควบคุมและป้องกันโรคมาลาเรีย

ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากการมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในทวีปแอฟริกาโดยการใช้สถาบันระหว่างประเทศในระดับทวีปมาเป็นแกนกลางแล้ว นายคิเควเตยังแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพแอฟริกาและองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ ทั้งในระดับทวีป เช่น สหภาพยุโรป และในระดับโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ อีกด้วย

สำหรับบทบาทในการบริหารภายในประเทศนั้น พรรค Chama Cha Mapinduzi (CCM) ของประธานาธิบดีคิเควเต ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากคิเควเตได้สร้างฐานอำนาจของตนภายในพรรครัฐบาลได้อย่างเข้มแข็งเป็นอย่างมาก โดยการใช้นโยบายประชานิยม ต่อต้านการคอร์รัปชัน อีกทั้งยังมีการริเริ่มการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทั้งภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม จนทำให้ตัวเขาได้รับการยกย่องจากประชาคมระหว่างประเทศเป็นอย่างสูงจากนโยบายทางเศรษฐกิจ ด้วยการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจระบบตลาดเสรี อีกทั้งยังได้รับการตอบรับที่ดีจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) และธนาคารโลก (World Bank) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้ละทิ้งหลักการสังคมนิยมของประธานาธิบดีจูเลียส เนย์เรเร่ (Julius Nyerere) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งประเทศ และผู้วางรากฐานการพัฒนาของแทนซาเนีย และจวบจนกระทั่งปัจจุบัน เศรษฐกิจของแทนซาเนียมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อลดลง และสามารถชำระหนี้สินจากต่างประเทศได้จนครบ แม้ว่าชาวแทนซาเนียส่วนใหญ่จะยังคงมีฐานะยากจนก็ตาม

โพสต์ไว้ที่: Africa

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *